วันศุกร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2556

เกร็ดความรู้เล็กๆ ^^

               วันนี้เซขอมีสาระซักวันนึงละกันนะคะ หลังจากที่ครั้งก่อนๆลงไปรู้สึกว่ามีแต่ความคิดและความรู้สึกของตัวเองเท่านั้น วันนี้ลองมาอ่านข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องเบียร์กันดูดีกว่า รับรองว่าได้ประโยชน์กันแน่ๆ ^^








               จากการหาข้อมูลเท่าที่พอจะมีบ้างไม่มีบ้าง พอจะทราบได้ว่าเบียร์ลาเกอร์นั้นในภาษาเยอรมันแปลว่า ที่เก็บรักษา, การกักเก็บ(Storage) ลาเกอร์ถูกคิดค้นขึ้นประมาณในยุค 1800s ในแถบประเทศเยอรมันและ โบฮีเมีย (ปัจจุบันคือสาธารณรัฐเช็ก) แต่มีบางแหล่งก็กล่าวว่าอาจเริ่มมีตั้งแต่ยุค 1500s เบียร์ลาเกอร์นั้นคาดกันว่าถูกคิดค้นขึ้นมาหลังจากเบียร์ประเภท Ale (เอล) ซึ่งลาเกอร์นั้นจะต่างจากเบียร์เอลตรงที่ยีสต์ที่ใช้ในการหมักลาเกอร์นั้นจะทำงานภายใต้อุณหภูมิที่ต่ำ (ประมาณน้อยกว่า 55 องศาฟาเรนต์ไฮท์) และจะนอนก้นหลังเสร็จสิ้นกระบวนการหมัก การหมักโดยอุณหภูมิที่ต่ำทำให้ได้ผลผลิตที่ใสและสะอาด ในขณะที่ยีสต์สำหรับเอลนั้นจะทำงานในอุณหภูมิที่สูงกว่าและจะลอยผิว กระบวนการหมักในอุณหภูมิที่สูงของเอลทำให้กระบวนการหมักบ่มใช้เวลาเร็วและโดดเด่นในเรื่องรสชาติและกลิ่นของผลไม้




 

               ดังนั้นเรียกได้ว่าลาเกอร์คือเบียร์ประเภทยีสต์หมักนอนก้น โดยหลังจากเสร็จกระบวนการหมักแล้ว ลาเกอร์จะถูกเก็บไว้ในห้องเย็นที่อุณหภูมิประมาณ 0 ถึง 32 องศาเซลเซียส เป็นเวลาหลายสัปดาห์ หรือ หลายเดือน ก่อนจะนำออกบริโภค ซึ่งการมาของเบียร์ลาเกอร์โดยเฉพาะลาเกอร์สีเข้ม (Dark Lager) ทำให้เกิดความนิยมบริโภคเข้าไปสู่กลุ่มคนที่ดื่มเบียร์เอลอยู่ก่อนแล้ว
               เบียร์ลาเกอร์สีอ่อน หรือที่เรียกเป็นภาษาเบียร์ว่า เพล ลาเกอร์ (Pale Lager) เป็นที่นิยมแพร่หลายที่สุดในหมู่นักดื่มและมีหลากหลายในทั่วโลก ซึ่งเพล ลาเกอร์เพิ่งเริ่มมีในตอนปลายยุคศตวรรษที่ 19 นี้เอง และตามมาด้วยเทคโนโลยีที่เรียกว่า “เครื่องทำความเย็น(ตู้เย็นนั่นเอง)” จึงทำให้การผลิตเบียร์ลาเกอร์ไม่ต้องพึ่งพาธรรมชาติมากนัก อ้อลืมบอกไป ในยุคที่ไม่มีตู้เย็น ว่ากันว่าในการทำเบียร์ลาเกอร์นั้นจะต้องมีการตัดน้ำแข็งจากแม่น้ำมาทำเป็นถ้ำน้ำแข็งเพื่อใช้เก็บเบียร์หมักเบียร์ลาเกอร์กันเลยทีเดียว และก็จะทำกันได้ในฤดูหนาวเท่านั้นในบางพื้นที่ จึงทำให้การผลิตนั้นค่อนข้างลำบาก แต่หลังจากการมาของเครื่องทำความเย็นส่งผลให้ผลผลิตเบียร์เสถียรและเชื่อถือได้ จึงเกิดเบียร์ เพล ลาเกอร์ ขึ้นมา ข้อมูลเชิงลึกของเบียร์เพล ลาเกอร์ ไว้จะหามาให้เพิ่มเติมคะ นอกจากนั้นยังมีเบียร์ลาเกอร์สีดำที่เรียกว่า ดุงเกิ้ล (Dunkel) และ ชวาสเบียร์ (Schwarzbier), เบียร์พิลเซนเนอร์ (Pilsner), บ๊อก (Bock), ดอร์ทมุนเดอร์ เอ๊กพอร์ท (Dortmunder Export) และ มาเซ่น (Märzen)ถือเป็นเบียร์ในตระกูลลาเกอร์ และนี่ก็ก่อให้เกิดข้อโดนเด่นอีกอย่างของเบียร์เอลที่มีเหนือกว่าเบียร์ลาเกอร์คือ “เอลไม่ง้อตู้เย็น”


 
 
               และนี่ก็เป็นเรื่องราวแบบคร่าวๆนะคะว่าเบียร์ลาเกอร์เป็นแบบใด แล้วในตอนหน้าเซจะมาให้ความรู้เกี่ยวกับเบียร์เอลกันบ้าง สำหรับวันนี้บายยยย
 

 
 
 

เบียร์ดีไซน์เก๋ของเบลเยี่ยม

               คราวนี้เรามาดูเบียร์ที่ได้ชื่อว่ามีทรงแก้วที่แปลกที่สุดกันบ้างนะคะ เบียร์ตัวนี้มีชื่อว่า KWAK เป็นเบียร์ของประเทศเบลเยี่ยม ยอมรับเลยคะว่าความรู้สึกแรกที่สั่งควากมากินก็เพราะรูปทรงของแก้วนั้นเอง
 
 
 
 
 
               ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักที่มาของควากกันก่อนดีกว่าว่ามีความเป็นมาอย่างไร

ความเป็นมาของ Kwak

                Kwak เป็นเบียร์ที่ตั้งตามผู้ผลิต Pauwel Kwak ที่เริ่มจัดทำครั้งแรกในปี 1791 ปัจจุบันเป็นของตระกูล Bosteels ใน Buggenhout
               ในสมัยของนโปเลียนมหาราช Pauwel Kwak ซึ่งเป็นนักทำเบียร์และเจ้าของ ‘De Hoorn’ inn ใน Dendermonde ผู้เดินทางผ่านมามักจะหยุดพักที่นี่เพื่อพักระหว่างทาง อย่างไรก็ตามกฎตอนนั้นมีอยู่ว่า คนขี่รถม้าต้องประจำกับตัวรถ และม้าโดยตลอดเวลา ดังนั้นถ้วยที่ถือได้ธรรมดาอาจจะไม่เหมาะในทางปฏิบัตินัก Pauwel Kwak เจ้าของที่พักจึงได้ออกกแบบแก้วที่ดีไซน์พิเศษเพื่อการนี้ ส่วนอูมของแก้วด้านล่างที่ดึงดูดสายตาผู้คนได้ดีนั้นทำให้สามารถไปแหวนวางบนรถม้าได้ และจับถือสะดวกเมื่อต้องใส่ถุงมือหนาๆ

               จะเป็นเพราะด้วยแหล่งกำเนิด ประวัติศาสตร์ หรือจุดขายที่ทันสมัยก็แล้วแต่ การดื่ม Kwak ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ อย่างไรก็ดีการดื่มแบบไม่ระมัดระวังอาจทำให้หกและกระฉอกจากแก้วได้



นี่คะรูปทรงของแก้วจะเป็นหยอดน้ำ ส่วนด้ามไม้ข้างๆก็เอาไว้จับแบบนี้
 

อีกซักรูป
 

นี่รูปขวด
 
               การสั่ง Kwak ครั้งแรกถือเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ เพราะมันจะมากับฐานแท่นที่ทำด้วยไม้และหลอดแก้วทรงสูงที่ทำให้ได้ฟองปริมาณมากและหนา นอกเหนือจากแก้วที่สวยงายงามแล้ว นี่คือเบียร์เบลเยี่ยมระดับสุดยอด สีอำพันเข้ม กับฟองด้านบนสีครีม นอกจากนี้รสชาติยังละมุนกลมกล่อมออกทั้งผลไม้ มอลต์ และฮอปส์ แซมด้วยกล้วยและชะเอม (มั้งนะเจ้าของร้านเค้าบอกมา(-..-)) แต่รสชาติค่อนข้างโอเคอะ กลิ่นที่สัมผัสได้มากที่สุดน่าจะเป็นมอลต์กับฮอปส์นะ แต่ส่วนกล้วยนี่คือ.....เอ่อ.....ชิมแล้วแยกไม่ออกเลยอะว่ามีกล้วยด้วย แล้วยังมีรสของชะเอมแซมมาอีก -..-
               เอาเป็นว่าหากเพื่อนๆคนไหนอยากรู้จักเบียร์อะไรก็คอมเม้นข้างล่างได้นะคะแล้วเซจะไปหาข้อมูลมาแบ่งปันให้เพื่อนๆได้อ่านกันนะ ^^ สำหรับควากพักไว้เท่านี้ก่อน บายยยยย

 

 

 

 

 

มาดูใกล้ๆบ้านเรากันบ้างดีกว่า

               วันนี้เซจะพาไปรู้จักกับเบียร์ของประเทศเพื่อนบ้านกัน นั้นก็คือเบียร์ลาว อันนี้ต้องขอบอกก่อนเลยว่าอร่อยมั๊กกกกกกกกกกกกกกก สมกับคำที่เค้าล่ำลือกันจริงๆ เซให้คะแนนความชอบเต็มร้อยเลยนะ  แล้วเบียร์ลาวเนี่ยะก็เป็นประเภทเบียร์ลาเกอร์ ซึ่งส่วนตัวพอเอามาเทียบกับเบียร์นอกตัวอื่นนะเบียร์ลาวชนะขาดอะ ชินเถ่า เบียร์จีนก็สู้ไม่ได้นะจ๊ะขอบอก (ความชอบส่วนตัว อิอิ) อะอะเราลองไปดูหน้าตากันก่อนนะ สำหรับคนที่ยังไม่รู้จัก
 

 
นี่มุมไกลๆ

จริงๆแก้วจะใช้เป็นแก้วอะไรก็ได้นะไม่จำเป็นต้องแก้วไวน์ เพราะเบียร์ลาวไม่มีแก้วเฉพาะ


               เบียร์ลาวนั้นถือได้ว่ามีความใกล้เคียงกับเบียร์ของบ้านเรา  ที่บ้านของเค้าก็ทานกันปกตินะคะเซเคยได้ไปลาวอยู่พักนึง เค้าก็กินกันแบบใส่น้ำแข็งเหมือนลีโอของไทยเรา แต่ที่นี้ที่เซใส่แก้วไวน์โดยไม่ใส่น้ำแข็งเพราะอยากได้รสชาติของเบียร์จริงๆ และที่สำคัญคือราคาค่อนข้างที่แพงในเวลาขึ้นมาอยู่ร้านเบียร์นอก TT
               สีของเบียร์ลาวนั้นสีจะเข้มมาก จะเป็นน้ำตาลเข้มจนเกือบที่จะดำเลยแหละ ส่วนเรื่องของรสชาตินี่ต้องขอบอกเลยว่ากลมกล่อมและเข้มข้นมากๆ ทั้งหอมและรู้สึกแน่น อันที่จริงเบียร์ตระกูลลาเกอร์นั้นจะมีรสชาติที่ค่อนข้างซ่าส์ เหมือนลีโอ แต่เบียร์ลาวเป็นลาเกอร์ที่ไม่ซ่าส์มาก คือจะซ่าส์แค่ตอนสัมผัสโดนลิ้น แต่พอกลืนลงคอที่ได้กลิ่นของความหอมและรสชาติที่ต่างจากลาเกอร์ของบ้านเรา


นี่คือสีของเบียร์ใกล้ๆคะ สีเข้มมากๆ

55+อันนี้ทำขำๆนะคะ

และรูปสุดท้าย
 
               หากใครที่ต้องการอยากจะลองชิมตอนนี้มีขายกันอย่างแพร่หลายแล้วนะคะ แล้วราคาก็ไม่ได้แพงเลย ตามซอยหอมอกรุงเทพก็มีมอรังสิตก็มีคะ หาซื้อง่ายมาก แต่ที่วันนี้ยอมจ่ายแพงก็เพราะว่าอยากมากินบรรยากาศด้วย แหะๆ เอาเป็นว่าเด๋วมาเจอกันใหม่กับเบียร์ตัวอื่นนะคะ บายยย


วันอังคารที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2556

มาดู FULLER'S อีกตัวกัน

               สวัสดีคะเพื่อนๆหลังจากโพสแรกๆของเซเคยลงตัว FULLER'S LONDON PORTER ให้ดูกันไปแล้ว  คราวนี้เลยอยากจะแนะนำตัว FULLER'S ESB  ให้เพื่อนๆได้ชมกันคะ  เรามาดูโลโก้กันเลยดีกว่า

                                                                     FULLER'S ESB


                                                                    นี่ใกล้ๆดูกันชัดๆ
               สำหรับตัวนี้เซคิดว่ารสชาติพอดีนะมันจะไม่เข็มเกินไปเหมือนกับตัว PORTER  เพราะตัวนี้ รสชาติจะออกซ่าส์ๆนิดๆ  แล้วจะมีรสชาติปนของมะนาวอยู่หน่อยๆ  แอบหาข้อมูลของตัวนี้มานะคะได้ข่าวว่า  LONDON ESB  เนี่ยะคว้ารางวัลมากมายจากทั่วโลก เป็นที่ยอมรับว่าเป็นเบียร์พรีเมียมเอล
               สำหรับใครนะคะที่ยังไม่รู้ว่าเบียร์เอลนั้นเป็นยังไง  ก่อนอื่นอื่นต้องอธิบายว่าเบียร์นั้นจะแบ่งเป็นสองประเภทนั้นก็คือ  เอล  กับ  ลาเกอร์
               เอล  คือ  เบียร์ที่มีรสชาติออกหวานและจะมีส่วนผสมของยีสส่วนใหญ่และเบียร์นอกส่วนมาก
                       ก็  จะเป็นประเภทเอลซะส่วนใหญ่
               ลาเกอร์  คือ  เบียร์ที่มีรสชาติค่อนข้างซ่าส์สรุปง่ายๆก็คือพวก สิงฆ์ ลีโอ บ้านเรานั้นแหละคะ ถ้ามีเวลาเอาไว้จะอธิบายแบบละเอียดนะคะ ช่วงนี้ค่อนข้างรีบ แหะๆ



แก้วของ ESB




มุมบน



แผ่นรองแก้วแอบเป็น Paulaner 55+












วันอาทิตย์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2556

คราวนี้ถึงคราวของเบียร์ผลไม้

               หลังจากที่เมื่อหลายวันก่อนได้นำเสนอ LONDONPORTER ไป วันนี้เราลองมาดูอะไรที่เบาๆกันบ้างดีกว่า  นั้นก็คือเบียร์ผลไม้นั่นเอง  วันนี้เซขอเสนอ St LOUIS framboise
               เบียร์ชนิดนี้มีสีแดงเข้มแบบเชอรี่และมีความขุ่นเล็กน้อย เบียร์ประเภทนี้มีกลิ่นราสเบอรี่ที่รุนแรงมากเข้าขั้นว่าเป็นน้ำผลไม้ราสเบอร์เลยก็ว่า  ส่วนมากพวกเราอาจจะคุ้นเคยกับเบียร์ผลไม้ที่แค่มีกลิ่นเพียงอย่างเดียวแต่พอทานเข้าไปแล้วก็ยังขมเป็นรสชาติของเบียร์อยู่  แต่ตัวนี้รับลองว่าไม่ใช่เลยคะ  แตกต่างมากกกกกกกกกกก อีกทั้งยังมีกลิ่นหอมเปรี้ยว ๆ ของมะนาวและยีสต์ เมื่อดื่มเข้าไปจะรับรู้ได้ถึงรสชาติหวานของเชอรี่และราสเบอรี่ในทันที รสหวานซ่อนเปรี้ยวของเบียร์ชนิดนี้ทำให้มันมีรสชาติที่น่าสนใจและมีลักษณะ ที่โดดเด่น


 
นี่คะขวดของ St LOUIS framboise


                                             แก้วลักษณะจะเป็นทรงแก้วไวน์


                    วันนี้เรายืมตัวแม่นางมาเป็นแบบ เนื่องจากเจ้าของblogหน้าป่วยมากกกก -..-


                                          ทานเบียร์กับนม (-..-') เข้ากันมากกก

               ก่อนกลับบ้านแอบถามพนักงานในร้านว่ามีกี่ตัวแล้วรสไหนอร่อยสุด แต่คำตอบที่ได้คือ แล้วแต่คนชอบ เซว่าก็อาจจะจริงนะ เพราะบางคนก็ไม่ชอบเปรี้ยวอาจจะชอบแค่ความหอมอย่างเดียวก็คงจะเลือกรสลูกพรีชเนอะ อ่อ!!!!เซลืมบอกไปว่าตัวนี้มีปริมาณแอลกอฮอร์เพียง 2.8% เองนะคะ  ถือว่าเบามากๆเลยทานเข้าไปแทบจะไม่รู้สึกมึนหรือเมาเลยแม้แต่นิดซึ้งเหมาะสาวๆที่ไม่ค่อยชอบแอลกอฮอร์แรงๆนะ
               เดี๋ยวเรามาดูกันดีกว่า St LOUIS จะมีตัวไหนกันบ้าง
St Louis Premium framboise ราสเบอร์รี่
St Louis Premium Kriek เชอร์รี่
• St Louis Premium Peche  ลูกพรีช

               วันนี้พอแค่นี้ก่อนดีกว่า  ถ้าเพื่อนๆคนไหนมีเบียร์ตัวไหนอยากแนะนำให้เซไปลองชิมก็คอมเม้นกันมาได้นะคะ  แล้วเซจะหาเวลาไปชิมแล้วเอามาบอกเพื่อนๆคนอื่นๆต่อไปคะ (^^)

 

วันพุธที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2556

มารู้จักเบียร์ตระกูลอังกฤษบ้างกันดีกว่า

               วันนี้เซขอนำเสนออออออออออ..... LONDONPORTER ซึ้งเป็นเบียร์จากประเทศอังกฤษ ส่วนมากคนที่กินเบียร์ตัวนี้จะนิยมเรียกว่าLONDONPORTER แต่นั้นไม่ใช่ยี่ห้อนะคะ จริงๆแล้วต้องเรียกว่าFULLER'Sต่างหาก เบียร์FULLER'Sนั่นมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 4 ตัวนั่นก็คือ
-Fuller's London Pride
-Fuller's London Porter
-Fuller's ESB
-Fuller's India Pale Ale
               แต่วันนี้เราจะมาพูดถึง LONDONPORTER แต่เซลองชิมกันก่อน เพราะให้กินทีเดียววันเดียวคงจะไม่ไหว 55+ ตัวนี้จะเหมาะสำหรับคนที่ชอบทานกาแฟและโอเลี้ยงมากๆ เพราะรสชาติจะค่อนข้างขมและมีกิ่นคล้ายๆกับเมล็ดกาแฟคั่วเล็กน้อย แต่ในโบชัวร์ทางร้านเค้าระบุว่าจะมีกลิ่นของช๊อคโกแลตอยู่ด้วย แต่เซลองชิมส่วนตัวคิดว่ากลิ่นที่ออกมามีแค่กลิ่นเดียวนั้นก็คือกลิ่นของกาแฟ แต่ก็ถือว่ารสชาติใช้ได้เลยทีเดียว เนื่องจากว่ารสชาติของเบียร์ส่วนใหญ่ที่มักจะติดปากเราคือจะมีความซ่าและความขม และเบียร์ตัวนี้จะให้ความรู้สึกเหมือนทานกาแฟคือจะมีความนุ่นปนกับความหอม จะทำให้เราลืมรสชาติของเบียร์ที่เราเคยทานมาเลยแหละคะ


                                      ถ้าสังเกตดีๆจะเห็นเหล้าวางอยู่ข้างหลัง555+


                                            ดูสีกันชัดๆ แต่อาจจะมืดไปหน่อย


                                                Fuller's London Porter


                             นี่เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีนะคะเด็กๆ ยังอยู่ชุดนักศึกษาอยู่เลย TT


              แก้วจะมีคำว่าFULLER'Sเพราะไม่ว่าจะเป็นFULLER'Sตัวไหนก็จะใช้แก้วตัวเดียวกันคะ

               โดยรวมนะคะถือว่าเบียร์ตัวนี้โอเคเลยเพราะมันทั้งนุ่มและหอมเอามากๆ แอบรู้มานะคะว่าเบียร์ตัวนี้ได้หมักจากมอลท์ที่มีสีน้ำตาลช็อกโกแลต จึงได้น้ำเบียร์ที่มีลักษณะสีเข้ม และใสอย่างกับกาแฟ  แต่ถ้าหากใครที่ไม่ชอบทานขมตัวนี้ไม่ไหวแน่ๆ เดี๋ยวเซจะลองแนะนำแบบคร่าวๆนะคะว่าตัวไหนรสชาติเป็นยังไงจากการที่ได้ถามเจ้าของร้านมา
Fuller's London Pride  นุ่ม กลมกล่อม เบาๆไม่หนักมาก
Fuller's ESB  มีความซ่ากว่าตัวอื่น และจะมีรสชาติของมะนาวนิดๆเหมาะกับผู้หญิง
Fuller's India Pale Ale ตัวนี้จะมีความพิเศษหน่อยเพราะมีการใส่ยีสเยอะกว่าปกติ ซึ้งกลิ่นจะฉุนกว่าทุกตัว ส่วนลายละเอียดต้องรอติดตาม 55+ เพราะยังไม่ได้ลองกิน
               และนี่ก็เป็นข้อมูลคร่าวๆนะคะและถ้าวันไหนได้ลองชิมก็จะถ่ายรูปมาให้เพื่อนๆได้ดูกันใน
FULLER'S ตัวอื่นๆที่เหลืออยู่ แต่รับรองได้เลยว่าเบียร์แต่ละตัวนั้นต่างก็มีเสน่ห์ที่ต่างกันออกไป ยังไงซะเซจะพยายามหาข้อมูลมาให้เพื่อนได้ชมกันคะ ^^

วันอังคารที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2556

มาดู Paulaner กัน

       วันนี้เซจะขอแนะนำเบียร์ PAULANER ซึ้งก่อนหน้านี้เคยเกลิ่นไปแล้วว่าจะอัพรีวิวรสชาติของเบียร์ในแต่ละยี่ห้อ ให้เพื่อนได้ชมกัน ต้องขอบอกก่อนเลยว่าเบียร์ในแต่ละยี่ห้อนั้นมันก็จะมีแยกย่อยมาอีกหลายตัว เช่น
-paulaner hefe weissbier naturtrüb
-paulaner hefe weissbier dunkel
-Hefe-Weissbier Alkoholfrei
-paulaner Original Munchner Dunke
-paulaner Original Munchner Hell
-paulaner Premium Pils
-paulaner Salvator
               แค่ได้เห็นชื่อก็มึนกันเลยทีเดียว (-..-) ตัวเซเองกินเข้าไปแค่ครึ้งแก้วก็ทำเอามึนแล้ว 55+ เรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าตัวที่จะแนะนำในวันนี้คือ paulaner hefe weissbier naturtrüb ที่เลือกตัวนี้มาแนะนำก็เพราะว่า ทางร้านบอกมาว่าตัวนี้ออกเยอะแล้วก็ออกบ่อยที่สุดบรรดา paulaner พูดถึงรสชาติเบียร์ตัวนี้จะมีรสชาติของผลไม้อยู่หน่อยๆ(แต่ก็บอกรสชาติไม่ ถูกว่าเป็นรสชาติของผลไม้อะไร)รสชาติเข้มข้นแต่ก็ไม่ถึงกับข้นมาก ปริมาณแอลกอฮอร์เพียแค่5.5%ถือว่าน้อยและธรรมดามากนะคะในหมู่ของพวกเบียร์นำ เข้า บางยี่ห้อมีถึง11.3เลย เอาเป็นว่าคะแนนเต็ม10เซให้PAULANERไป6แล้วกันคะ เพราะถือว่าไม่ค่อยโดนเท่าไหร่
 

 
นี่คือโฉมของแก้วPAULANERแต่จะมีพวกDUNKEL(เบียรดำ)ที่จะเป็นแก้วมากร์มีหูจับ
 

 
เจ้าของBLOGลุยกินเองภายใน15นาที TT
 

 
ส่วนนี้ที่เพื่อนๆเห็นเป็นขีด นั้นก็คือเส้นบอกปริมาณฟองที่ควรจะมี หากต่ำกว่าเส้นถือว่ารินไม่ถูกต้อง เพราะการกินเบียร์ที่ดีนั้นควรจะต้องมีฟองในปริมาณที่พอเหมาะซึ้งเค้าจะ กำหนดมาให้เราดูที่ข้างแก้ว
 

 
รูปที่รองแก้วPAULANER
 

 
และนี่ก็เป็นอันหมดแก้ว -..- ขอบอกว่ามึนสุดๆ
 
               คราวหน้าต้องรอดูกันนะคะว่าเซจะพาไปรู้จักกับเบียร์ยี่ห้ออะไร หรืออาจจะเป็นยี่ห้อเดิมแต่คนละตัว เพราะวันนี้ได้ชิมมาแค่ตัวเดียวจริงๆ ต้องขอเวลาไปอ่านหนังสือก่อน เพราะกำลังอยู่ในช่วงสอบเลย ไว้จะมาอัพให้ดูกันใหม่นะคะ บายยยยยยยยยย..........