วันเสาร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2556

เบียร์ที่มียีสเยอะที่สุด






               FULLER'S ตัวนี้เป็นอินเดีย เพล เอล หรือ ไอพีเอ (IPA) เป็นเบียร์ประเภทย่อยของ เพล เอล แต่เบียร์สไตล์นี้ก็กลายมาเป็นเบียร์เอลที่นิยมกันมากที่สุดแบบหนึ่ง  ไอพีเอ ในตอนเริ่มแรกเป็นเบียร์ที่สามารถส่งออกจากสหราชอาณาจักรไปยังประเทศอินเดีย ในช่วงต้นคริสต์ทศวรรษ 1800  เนื่องจากขณะนั้นยังไม่มีการนำระบบแช่เย็นมาใช้ เบียร์จึงเสียก่อนที่จะไปถึงประเทศอินเดีย  วิธีแก้ปัญหาก็คือ เติมใบฮ็อพลงไปเยอะๆ ซึ่งช่วยทำหน้าที่เป็นสารกันเสียธรรมชาติ  สิ่งที่ได้มาก็คือเบียร์ที่มีปริมาณฮ็อพสูง และมีรสชาติเหมือนกับ เพล เอล ซึ่งรสชาติดีและให้ความสดชื่นในสภาวะอากาศร้อน
ไอพีเอ กลายเป็นเบียร์ที่นิยมดื่มกันในหมู่ของทหาร กะลาสี นักผจญภัย และพวกเรือรบส่วนตัว และเมื่อพวกเขาเดินทางกลับบ้าน พวกเขาก็นำความต้องการกลับมาด้วย  เนื่องด้วยสาเหตุนี้เองที่ทำให้เริ่มมีการเติมฮ็อพลงไปในเบียร์เอลของอังกฤษ



แก้วของตัว IPA หมด เลยเอาแก้วของ PORTER มาใช้ก่อน



 สีเหลืองอำพัน



ตัวนี้จะไม่ค่อยมีฟอง


               เบียร์ตัวนี้อย่างที่ได้กล่าวมาคือจะมียีสเยอะกว่าเบียร์ทั่วไป กลืนเข้าไปอึกแรกถึงกับแสบคอกันเลยทีเดียว ซึ่งจะแตกต่างจากตัว FULLER'S ตัวอื่นๆ ตัวอื่นจะนุ่มและกินง่ายมาก สำหรับเซแล้วตัวนี้ขอผ่านคะ ความรู้สึกส่วนตัวนะ คล้ายๆว่าแรงไป แต่อันที่จริงแล้วปริมาณแอลกอฮอร์เพียงแค่ 5.3 เท่านั้นเอง บางตัว 8.3 ยังกินง่ายกว่าตัวนี้อีก -..- 

               เอาละคะเดี๋ยวต้องขอเวลาไปทำธุระแป๊บนึง เดี๋ยวไว้กลับมาจะมาอัพให้เพื่อนอ่านต่อนะคะ

Triple Karmeliet

               ในตอนนี้นะคะเซขอเสนอเบียร์ตระกูลเบลเยี่ยมที่ถือได้ว่าเก่าแก่มากที่สุด  มีชื่อว่า Karmeliet Triple ครั้งแรกเลยในที่เซได้ไปนั่งร้านเบียร์นอกร้านหนึ่งแถวมอรังสิต พอบอกเจ้าของร้านว่าแนะนำหน่อยเพราะช่วงแรกยังไม่รู้พวกเบียร์นอกไม่มาก Karmeliet Triple ก็เป็นตัวแรกเลยที่พี่เค้าแนะนำ พี่เค้าบอกว่ามันเป็นเบียร์เก่าแก่มากกว่า300ปีเลยทีเดียว กลับมาบ้านเลยลองหาข้อมูลดู เดวเพื่อนๆลองอ่านกันนะคะ
               Triple Karmeliet เป็นเบียร์ที่ผลิตตามสูตรเก่าแก่ตั้งแต่ปี 1679 ที่เกิดในวัดวิหารเก่าชื่อ Carmelite ใน Dendermonde ในเบลเยี่ยม ที่คิดค้นมามากว่า 300 ปีที่แล้ว ด้วยสูตรที่ใช้ธัญพืชสามชนิด ทั้งข้าวสาลี ข้าวโอ๊ต และข้าวบาร์เลย์ เบียร์แอ็บบีย์สไตล์ Triple ที่รสหนักแน่นแต่ละมุนนี้จะผ่านขั้นตอนการหมักครั้งสุดท้ายภายในขวด ด้วยความภาคภูมิใจและวิสาหะจึงได้เบียร์ที่เป็นธรรมชาติ 100%

ความเป็นมาของ Karmeliet Triple 
               เรื่องราวของ Bosteels Brewery เริ่มก่อตั้งในหมู่บ้านเล็ก Buggenhout ด้วยลานที่กว้างขวาง ตึกที่สวยงามที่เคยเป็นบ้านพักอาศัย รวมไปถึงหอคอยเก่าที่เคยสถานที่ผลิตเบียร์ โดยโรงเบียร์นี้เป็นของตระกูล Bosteels มากกว่า 200 ปีและทายาทถึง 7 รุ่น โดย Evarist Bosteel บรรพบุรุษของตระกูลเริ่มก่อตั้งโรงเบียร์ขึ้นในปี 1791 หลังจากนั้นก็ Jozef ผู้ที่มีลูกชาย 3 คน โดยคนนึงชื่อ Fran ซึ่งต่อมาได้รับเลือกเป็นนายกเทศมนตรีของเมืองถึง 13 ปี ส่วนลูกอีกสองคนคือ Martin และ Lodewijk ก็สืบทอดตระกูลคนทำเบียร์ของครอบครัวต่อไป จนถึงรุ่นของ Leon ลูกของ Martin ที่เข้ามาดูแลธุรกิจในปี 1938 เรื่อยไปจนถึง Antoine Bosteel ที่เป็นลูกของ Leon อีกทอดหนึ่งได้สืบทอดมรดกต่อไป 


               เราไปดูหน้าตาของเบียร์ในตำนานกันเลยดีกว่า ....................(รูปอาจจะน้อยนะคะ เพราะแบตหมดซะก่อน)








ดูจากอะไรหลายๆอย่างแล้วความรู้ก็บ่งบอกเลยว่าเก่าแก่แน่นอน แล้วอีกอย่างเรื่องประวัติของความเป็นมายาวนานถึงตั้ง 300 ปี เอาเป็นว่าตัวนี้ก็โอเคนะสำหรับเพื่อนๆที่นิยมเบียร์นอก ลองหามาชิมกันดูนะคะ
ครั้งนี้รูปอาจจะน้อยไปหน่อยนะคะ เดี๋ยวไว้จะชดเชยใหม่ในครั้งน้าละกันน้า ^^





ALE*



               ในสัปดาห์นี้ เราจะมาคุยกันเรื่องเบียร์เอลชนิดต่างๆ ที่มีขายในเมืองไทยบ้าง  ดังที่ได้เคยเกลิ่นไปว่า “เอลคือเบียร์หมักปากถัง หมายความว่า การหมักเกิดขึ้นที่ด้านบนสุดของถังหมัก  นอกจากนี้ เบียร์เอลยังเกิดการหมักที่อุณหภูมิสูงกว่า จึงทำให้เบียร์ชนิดนี้มีสีเข้มกว่า และโดยทั่วไปจะมีรสชาติแรงกว่าเบียร์ลาเกอร์”

เอล  ประวัติโดยย่อของเบียร์ดี
               
เอลเป็นเครื่องดื่มที่มีอายุเก่าแก่กว่าอารยธรรมใดๆ ในปัจจุบัน  เท่าที่เราทราบ เครื่องดื่มที่มีความคล้ายคลึงกับเอลเริ่มหมักกันครั้งแรกเมื่อช่วงประมาณ 4,000 ปีก่อนคริสตกาลในยุคเมโสโปเตเมียโบราณ (ปัจจุบันคือประเทศอิรักและซีเรีย)  นอกจากนี้ยังมีการหมักเครื่องดื่มชนิดนี้ในยุคอียิปต์โบราณ และต่อมาก็ได้แพร่หลายไปทั่วยุโรปโดยกองทหารโรมัน เรื่อยมาจนถึงสหราชอาณาจักรเมื่อประมาณปีคริสตศตวรรษที่ 55
ในช่วงยุคกลาง เบียร์เอลเป็นเครื่องดื่มธรรมดาที่ดื่มได้แทบจะทุกคน รวมทั้งเด็กๆ ด้วย เนื่องจากมีคุณค่าทางอาหารและที่จริงแล้วปลอดภัยกว่าการดื่มน้ำ  เบียร์เอลส่วนมากที่ดื่มกันในยุโรปยุคกลางนั้น ความจริงพวกพระเป็นผู้หมักและปรับปรุงคุณภาพ  เมื่อมาถึงคริสต์ทศวรรษ 1400 จึงเริ่มมีใบฮ็อพในสหราชอาณาจักรโดยชาวดัทช์เป็นผู้นำเข้ามา และผู้ผลิตเบียร์ก็เริ่มนำใบฮ็อพมาหมักร่วมกับเบียร์เอล
ตลอดช่วงเวลาหลายปี ได้มีการพัฒนาเบียร์เอลมากมายหลายชนิด แต่ในส่วนใหญ่ เบียร์เอลก็นับว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนักในช่วงหลายร้อยปี  สัปดาห์นี้ เราจะกล่าวถึงเบียร์เอลประเภทหลัก 4 ประเภทแรก
บิทเทอร์ เอล
               
บิทเทอร์ เอล เป็นเบียร์แบบที่ได้รับความนิยม ผลิตในสหราชอาณาจักร และปกติจะมีสีต่างกันไปตั้งแต่ทองจนไปถึงเหลืองอำพัน มีรสชาติอ่อนๆ ของผลไม้ และมีรสขมของใบฮ็อพ  เบียร์บิทเทอร์จะมีความหลากหลายของบอดี้ตั้งแต่อ่อนไปจนเข้ม และก็ยังเป็นเบียร์ที่ค่อนข้างสมบูรณ์แบบสำหรับการดื่ม  เมื่อเบียร์บิทเทอร์ เอล มีรสแรงและเข้ม จึงได้รับการตีตราเป็น อีเอสบี (ESB, Extra Strong Bitter) ซึ่งเป็นเบียร์ยอดนิยมของผับในสหราชอาณาจักร  เบียร์บิทเทอร์ เอล ที่มีชื่อเสียงมากที่สุด ได้แก่ อีเอสบี ของ ฟุลเลอร์
เพล เอล
               
เพล เอล เป็นเบียร์เอลในสไตล์ที่ปกติจะมีสีค่อนข้างอ่อน  เพล เอล มีความสมดุลที่พอดีของรสชาติมอลต์และใบฮ็อพ ซึ่งทำให้เบียร์มีอาจมีรสชาติอ่อนๆ ของผลไม้ และอาจมีทั้งแบบค่อนข้างอ่อนไปจนถึงทั้งขมทั้งแรงแบบจัดจ้าน
เพล เอล จะคล้ายกับ บิทเทอร์ เอล แต่มักจะแรงกว่าเล็กน้อยและมีฮ็อพน้อยกว่า  ทำให้เบียร์นี้เป็นที่ชื่นชอบของคนที่รับรสได้ดีกว่า  ตัวอย่างที่ดีของ เพล เอล คือ โยน่า โยน่า เอล ของ โย-โฮ บริววิ่ง
บราวน์ เอล
               
บราวน์ เอล เป็นเบียร์ประเภทที่มีฮ็อพน้อย มีรสหวานเล็กน้อย มักจะมีสีน้ำตาลไปจนถึงเหลืองอำพันเข้ม  บราวน์ เอล หลายชนิดมักจะมีรสชาติคล้ายถั่วนิดๆ โดยเฉพาะถ้ามาจากทางตอนเหนือของสหราชอาณาจักร  บราวน์ เอล ของอเมริกัน มักจะแรงกว่า บราวน์ เอล ของอังกฤษ และบางทีจะส่งกลิ่นฉุนของผลไม้รสเปรี้ยวมากกว่าเล็กน้อย
บราวน์ เอล ชนิดหนึ่งที่เป็นที่นิยมมากที่สุด ได้แก่ นิวคาสเซิล บราวน์ ซึ่งก็น่าเศร้าที่ไม่มีขายในเมืองไทย  ถ้าคุณจะหาเบียร์ที่คล้ายๆ กัน ก็อาจจะลอง เฮเซลนัท บราวน์ ของ โร้ก ดูก็ได้
อินเดีย เพล เอล
               
อินเดีย เพล เอล หรือ ไอพีเอ (IPA) เป็นเบียร์ประเภทย่อยของ เพล เอล แต่เบียร์สไตล์นี้ก็กลายมาเป็นเบียร์เอลที่นิยมกันมากที่สุดแบบหนึ่ง  ไอพีเอ ในตอนเริ่มแรกเป็นเบียร์ที่สามารถส่งออกจากสหราชอาณาจักรไปยังประเทศอินเดีย ในช่วงต้นคริสต์ทศวรรษ 1800  เนื่องจากขณะนั้นยังไม่มีการนำระบบแช่เย็นมาใช้ เบียร์จึงเสียก่อนที่จะไปถึงประเทศอินเดีย  วิธีแก้ปัญหาก็คือ เติมใบฮ็อพลงไปเยอะๆ ซึ่งช่วยทำหน้าที่เป็นสารกันเสียธรรมชาติ  สิ่งที่ได้มาก็คือเบียร์ที่มีปริมาณฮ็อพสูง และมีรสชาติเหมือนกับ เพล เอล ซึ่งรสชาติดีและให้ความสดชื่นในสภาวะอากาศร้อน
ไอพีเอ กลายเป็นเบียร์ที่นิยมดื่มกันในหมู่ของทหาร กะลาสี นักผจญภัย และพวกเรือรบส่วนตัว และเมื่อพวกเขาเดินทางกลับบ้าน พวกเขาก็นำความต้องการกลับมาด้วย  เนื่องด้วยสาเหตุนี้เองที่ทำให้เริ่มมีการเติมฮ็อพลงไปในเบียร์เอลของอังกฤษ 
             
               คะและข้อมูลทั้งหมดที่กล่าวมานี้ต้องขอขอบคุณ คูณอิเตอร์เน็ตอย่างสุดซึ้ง TT เพราะให้เซคิดเองคงคิดไม่ได้แน่ๆ55+ แล้วเดี๋ยวในตอนต่อไปนะคะเราจะมาเข้าโหมดเบียร์ตามแบบของเซกันละ จุฟๆ บายย

วันศุกร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2556

เกร็ดความรู้เล็กๆ ^^

               วันนี้เซขอมีสาระซักวันนึงละกันนะคะ หลังจากที่ครั้งก่อนๆลงไปรู้สึกว่ามีแต่ความคิดและความรู้สึกของตัวเองเท่านั้น วันนี้ลองมาอ่านข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องเบียร์กันดูดีกว่า รับรองว่าได้ประโยชน์กันแน่ๆ ^^








               จากการหาข้อมูลเท่าที่พอจะมีบ้างไม่มีบ้าง พอจะทราบได้ว่าเบียร์ลาเกอร์นั้นในภาษาเยอรมันแปลว่า ที่เก็บรักษา, การกักเก็บ(Storage) ลาเกอร์ถูกคิดค้นขึ้นประมาณในยุค 1800s ในแถบประเทศเยอรมันและ โบฮีเมีย (ปัจจุบันคือสาธารณรัฐเช็ก) แต่มีบางแหล่งก็กล่าวว่าอาจเริ่มมีตั้งแต่ยุค 1500s เบียร์ลาเกอร์นั้นคาดกันว่าถูกคิดค้นขึ้นมาหลังจากเบียร์ประเภท Ale (เอล) ซึ่งลาเกอร์นั้นจะต่างจากเบียร์เอลตรงที่ยีสต์ที่ใช้ในการหมักลาเกอร์นั้นจะทำงานภายใต้อุณหภูมิที่ต่ำ (ประมาณน้อยกว่า 55 องศาฟาเรนต์ไฮท์) และจะนอนก้นหลังเสร็จสิ้นกระบวนการหมัก การหมักโดยอุณหภูมิที่ต่ำทำให้ได้ผลผลิตที่ใสและสะอาด ในขณะที่ยีสต์สำหรับเอลนั้นจะทำงานในอุณหภูมิที่สูงกว่าและจะลอยผิว กระบวนการหมักในอุณหภูมิที่สูงของเอลทำให้กระบวนการหมักบ่มใช้เวลาเร็วและโดดเด่นในเรื่องรสชาติและกลิ่นของผลไม้




 

               ดังนั้นเรียกได้ว่าลาเกอร์คือเบียร์ประเภทยีสต์หมักนอนก้น โดยหลังจากเสร็จกระบวนการหมักแล้ว ลาเกอร์จะถูกเก็บไว้ในห้องเย็นที่อุณหภูมิประมาณ 0 ถึง 32 องศาเซลเซียส เป็นเวลาหลายสัปดาห์ หรือ หลายเดือน ก่อนจะนำออกบริโภค ซึ่งการมาของเบียร์ลาเกอร์โดยเฉพาะลาเกอร์สีเข้ม (Dark Lager) ทำให้เกิดความนิยมบริโภคเข้าไปสู่กลุ่มคนที่ดื่มเบียร์เอลอยู่ก่อนแล้ว
               เบียร์ลาเกอร์สีอ่อน หรือที่เรียกเป็นภาษาเบียร์ว่า เพล ลาเกอร์ (Pale Lager) เป็นที่นิยมแพร่หลายที่สุดในหมู่นักดื่มและมีหลากหลายในทั่วโลก ซึ่งเพล ลาเกอร์เพิ่งเริ่มมีในตอนปลายยุคศตวรรษที่ 19 นี้เอง และตามมาด้วยเทคโนโลยีที่เรียกว่า “เครื่องทำความเย็น(ตู้เย็นนั่นเอง)” จึงทำให้การผลิตเบียร์ลาเกอร์ไม่ต้องพึ่งพาธรรมชาติมากนัก อ้อลืมบอกไป ในยุคที่ไม่มีตู้เย็น ว่ากันว่าในการทำเบียร์ลาเกอร์นั้นจะต้องมีการตัดน้ำแข็งจากแม่น้ำมาทำเป็นถ้ำน้ำแข็งเพื่อใช้เก็บเบียร์หมักเบียร์ลาเกอร์กันเลยทีเดียว และก็จะทำกันได้ในฤดูหนาวเท่านั้นในบางพื้นที่ จึงทำให้การผลิตนั้นค่อนข้างลำบาก แต่หลังจากการมาของเครื่องทำความเย็นส่งผลให้ผลผลิตเบียร์เสถียรและเชื่อถือได้ จึงเกิดเบียร์ เพล ลาเกอร์ ขึ้นมา ข้อมูลเชิงลึกของเบียร์เพล ลาเกอร์ ไว้จะหามาให้เพิ่มเติมคะ นอกจากนั้นยังมีเบียร์ลาเกอร์สีดำที่เรียกว่า ดุงเกิ้ล (Dunkel) และ ชวาสเบียร์ (Schwarzbier), เบียร์พิลเซนเนอร์ (Pilsner), บ๊อก (Bock), ดอร์ทมุนเดอร์ เอ๊กพอร์ท (Dortmunder Export) และ มาเซ่น (Märzen)ถือเป็นเบียร์ในตระกูลลาเกอร์ และนี่ก็ก่อให้เกิดข้อโดนเด่นอีกอย่างของเบียร์เอลที่มีเหนือกว่าเบียร์ลาเกอร์คือ “เอลไม่ง้อตู้เย็น”


 
 
               และนี่ก็เป็นเรื่องราวแบบคร่าวๆนะคะว่าเบียร์ลาเกอร์เป็นแบบใด แล้วในตอนหน้าเซจะมาให้ความรู้เกี่ยวกับเบียร์เอลกันบ้าง สำหรับวันนี้บายยยย
 

 
 
 

เบียร์ดีไซน์เก๋ของเบลเยี่ยม

               คราวนี้เรามาดูเบียร์ที่ได้ชื่อว่ามีทรงแก้วที่แปลกที่สุดกันบ้างนะคะ เบียร์ตัวนี้มีชื่อว่า KWAK เป็นเบียร์ของประเทศเบลเยี่ยม ยอมรับเลยคะว่าความรู้สึกแรกที่สั่งควากมากินก็เพราะรูปทรงของแก้วนั้นเอง
 
 
 
 
 
               ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักที่มาของควากกันก่อนดีกว่าว่ามีความเป็นมาอย่างไร

ความเป็นมาของ Kwak

                Kwak เป็นเบียร์ที่ตั้งตามผู้ผลิต Pauwel Kwak ที่เริ่มจัดทำครั้งแรกในปี 1791 ปัจจุบันเป็นของตระกูล Bosteels ใน Buggenhout
               ในสมัยของนโปเลียนมหาราช Pauwel Kwak ซึ่งเป็นนักทำเบียร์และเจ้าของ ‘De Hoorn’ inn ใน Dendermonde ผู้เดินทางผ่านมามักจะหยุดพักที่นี่เพื่อพักระหว่างทาง อย่างไรก็ตามกฎตอนนั้นมีอยู่ว่า คนขี่รถม้าต้องประจำกับตัวรถ และม้าโดยตลอดเวลา ดังนั้นถ้วยที่ถือได้ธรรมดาอาจจะไม่เหมาะในทางปฏิบัตินัก Pauwel Kwak เจ้าของที่พักจึงได้ออกกแบบแก้วที่ดีไซน์พิเศษเพื่อการนี้ ส่วนอูมของแก้วด้านล่างที่ดึงดูดสายตาผู้คนได้ดีนั้นทำให้สามารถไปแหวนวางบนรถม้าได้ และจับถือสะดวกเมื่อต้องใส่ถุงมือหนาๆ

               จะเป็นเพราะด้วยแหล่งกำเนิด ประวัติศาสตร์ หรือจุดขายที่ทันสมัยก็แล้วแต่ การดื่ม Kwak ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ อย่างไรก็ดีการดื่มแบบไม่ระมัดระวังอาจทำให้หกและกระฉอกจากแก้วได้



นี่คะรูปทรงของแก้วจะเป็นหยอดน้ำ ส่วนด้ามไม้ข้างๆก็เอาไว้จับแบบนี้
 

อีกซักรูป
 

นี่รูปขวด
 
               การสั่ง Kwak ครั้งแรกถือเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ เพราะมันจะมากับฐานแท่นที่ทำด้วยไม้และหลอดแก้วทรงสูงที่ทำให้ได้ฟองปริมาณมากและหนา นอกเหนือจากแก้วที่สวยงายงามแล้ว นี่คือเบียร์เบลเยี่ยมระดับสุดยอด สีอำพันเข้ม กับฟองด้านบนสีครีม นอกจากนี้รสชาติยังละมุนกลมกล่อมออกทั้งผลไม้ มอลต์ และฮอปส์ แซมด้วยกล้วยและชะเอม (มั้งนะเจ้าของร้านเค้าบอกมา(-..-)) แต่รสชาติค่อนข้างโอเคอะ กลิ่นที่สัมผัสได้มากที่สุดน่าจะเป็นมอลต์กับฮอปส์นะ แต่ส่วนกล้วยนี่คือ.....เอ่อ.....ชิมแล้วแยกไม่ออกเลยอะว่ามีกล้วยด้วย แล้วยังมีรสของชะเอมแซมมาอีก -..-
               เอาเป็นว่าหากเพื่อนๆคนไหนอยากรู้จักเบียร์อะไรก็คอมเม้นข้างล่างได้นะคะแล้วเซจะไปหาข้อมูลมาแบ่งปันให้เพื่อนๆได้อ่านกันนะ ^^ สำหรับควากพักไว้เท่านี้ก่อน บายยยยย

 

 

 

 

 

มาดูใกล้ๆบ้านเรากันบ้างดีกว่า

               วันนี้เซจะพาไปรู้จักกับเบียร์ของประเทศเพื่อนบ้านกัน นั้นก็คือเบียร์ลาว อันนี้ต้องขอบอกก่อนเลยว่าอร่อยมั๊กกกกกกกกกกกกกกก สมกับคำที่เค้าล่ำลือกันจริงๆ เซให้คะแนนความชอบเต็มร้อยเลยนะ  แล้วเบียร์ลาวเนี่ยะก็เป็นประเภทเบียร์ลาเกอร์ ซึ่งส่วนตัวพอเอามาเทียบกับเบียร์นอกตัวอื่นนะเบียร์ลาวชนะขาดอะ ชินเถ่า เบียร์จีนก็สู้ไม่ได้นะจ๊ะขอบอก (ความชอบส่วนตัว อิอิ) อะอะเราลองไปดูหน้าตากันก่อนนะ สำหรับคนที่ยังไม่รู้จัก
 

 
นี่มุมไกลๆ

จริงๆแก้วจะใช้เป็นแก้วอะไรก็ได้นะไม่จำเป็นต้องแก้วไวน์ เพราะเบียร์ลาวไม่มีแก้วเฉพาะ


               เบียร์ลาวนั้นถือได้ว่ามีความใกล้เคียงกับเบียร์ของบ้านเรา  ที่บ้านของเค้าก็ทานกันปกตินะคะเซเคยได้ไปลาวอยู่พักนึง เค้าก็กินกันแบบใส่น้ำแข็งเหมือนลีโอของไทยเรา แต่ที่นี้ที่เซใส่แก้วไวน์โดยไม่ใส่น้ำแข็งเพราะอยากได้รสชาติของเบียร์จริงๆ และที่สำคัญคือราคาค่อนข้างที่แพงในเวลาขึ้นมาอยู่ร้านเบียร์นอก TT
               สีของเบียร์ลาวนั้นสีจะเข้มมาก จะเป็นน้ำตาลเข้มจนเกือบที่จะดำเลยแหละ ส่วนเรื่องของรสชาตินี่ต้องขอบอกเลยว่ากลมกล่อมและเข้มข้นมากๆ ทั้งหอมและรู้สึกแน่น อันที่จริงเบียร์ตระกูลลาเกอร์นั้นจะมีรสชาติที่ค่อนข้างซ่าส์ เหมือนลีโอ แต่เบียร์ลาวเป็นลาเกอร์ที่ไม่ซ่าส์มาก คือจะซ่าส์แค่ตอนสัมผัสโดนลิ้น แต่พอกลืนลงคอที่ได้กลิ่นของความหอมและรสชาติที่ต่างจากลาเกอร์ของบ้านเรา


นี่คือสีของเบียร์ใกล้ๆคะ สีเข้มมากๆ

55+อันนี้ทำขำๆนะคะ

และรูปสุดท้าย
 
               หากใครที่ต้องการอยากจะลองชิมตอนนี้มีขายกันอย่างแพร่หลายแล้วนะคะ แล้วราคาก็ไม่ได้แพงเลย ตามซอยหอมอกรุงเทพก็มีมอรังสิตก็มีคะ หาซื้อง่ายมาก แต่ที่วันนี้ยอมจ่ายแพงก็เพราะว่าอยากมากินบรรยากาศด้วย แหะๆ เอาเป็นว่าเด๋วมาเจอกันใหม่กับเบียร์ตัวอื่นนะคะ บายยย


วันอังคารที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2556

มาดู FULLER'S อีกตัวกัน

               สวัสดีคะเพื่อนๆหลังจากโพสแรกๆของเซเคยลงตัว FULLER'S LONDON PORTER ให้ดูกันไปแล้ว  คราวนี้เลยอยากจะแนะนำตัว FULLER'S ESB  ให้เพื่อนๆได้ชมกันคะ  เรามาดูโลโก้กันเลยดีกว่า

                                                                     FULLER'S ESB


                                                                    นี่ใกล้ๆดูกันชัดๆ
               สำหรับตัวนี้เซคิดว่ารสชาติพอดีนะมันจะไม่เข็มเกินไปเหมือนกับตัว PORTER  เพราะตัวนี้ รสชาติจะออกซ่าส์ๆนิดๆ  แล้วจะมีรสชาติปนของมะนาวอยู่หน่อยๆ  แอบหาข้อมูลของตัวนี้มานะคะได้ข่าวว่า  LONDON ESB  เนี่ยะคว้ารางวัลมากมายจากทั่วโลก เป็นที่ยอมรับว่าเป็นเบียร์พรีเมียมเอล
               สำหรับใครนะคะที่ยังไม่รู้ว่าเบียร์เอลนั้นเป็นยังไง  ก่อนอื่นอื่นต้องอธิบายว่าเบียร์นั้นจะแบ่งเป็นสองประเภทนั้นก็คือ  เอล  กับ  ลาเกอร์
               เอล  คือ  เบียร์ที่มีรสชาติออกหวานและจะมีส่วนผสมของยีสส่วนใหญ่และเบียร์นอกส่วนมาก
                       ก็  จะเป็นประเภทเอลซะส่วนใหญ่
               ลาเกอร์  คือ  เบียร์ที่มีรสชาติค่อนข้างซ่าส์สรุปง่ายๆก็คือพวก สิงฆ์ ลีโอ บ้านเรานั้นแหละคะ ถ้ามีเวลาเอาไว้จะอธิบายแบบละเอียดนะคะ ช่วงนี้ค่อนข้างรีบ แหะๆ



แก้วของ ESB




มุมบน



แผ่นรองแก้วแอบเป็น Paulaner 55+